หน้าแรก







EMAIL:
siamems@
fire2rescue.com

ICQ:
9641532

 

บทเรียนการกู้ชีพ จากกรณีเครื่องบินตกที่สุราษฎร์ฯ

 

 

ในอดีต การรับรู้เรื่องการกู้ชีพ จำกัดอยู่เฉพาะในหมู่
ของบุคคลชั้นสูงที่ผ่านการศึกษาจากต่างประเทศเท่า
นั้น แต่ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ข่าวสารจากที่ต่างๆทั่ว
โลกหลั่งไหลเข้ามาผ่านสื่อนานาชนิด เช่น หนังสือพิมพ์
โทรทัศน์และภาพยนตร์ ประชาชนได้เริ่มรับรู้ว่า ใน
ประเทศที่พัฒนาทั้งหลาย มีการจัดหน่วยกู้ชีพที่มีความ
รู้ ความสามารถ มีประสิทธิภาพสูงยิ่ง ออกปฏิบัติการ
ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ และผู้ป่วยด้วยโรคปัจจุบันถึงจุด
เกิดเหตุ

เมื่อรับรู้ ก็คาดหวังว่า เมืองไทยเราคงจะมีหน่วยกู้ชีพ
ในลักษณะที่ได้ยินได้ฟังมา

แต่ในความจริงอันน่าเจ็บปวดคือ ในขณะที่ระบบการ
กู้ชีพของบ้านเรายังอยู่ในขั้นอนุบาล หรือขั้นประถมเท่า
นั้น ยังอยู่ห่างไกลจากเมืองนอกเมืองนามากมายนัก
มิหนำซ้ำ บ่อยครั้งที่อาสาสมัครที่เข้ามาช่วยเหลือกู้ชีพ
ผู้บาดเจ็บ ได้ถือโอกาสกู้ทรัพย์สินไปด้วยในคราวเดียว
กัน

ในปลายปี 2539 ผู้เชี่ยวชาญจากสวีเดน ได้เข้ามาทำ
การศึกษาสภาพการช่วยเหลือผู้ป่วยก่อนถึงโรงพยาบาล
และได้ทำรายงานขึ้นมาฉบับหนึ่งมีสาระสำคัญที่น่าสน
ใจดังนี้

1. ประเทศไทย ยังไม่มีระบบการบริการกู้ชีพเพื่อให้บริ
การแก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

2. โรงพยาบาลของรัฐส่วนใหญ่ จัดอันดับความสำคัญ
ของการตั้งหน่วยกู้ชีพในระดับต่ำ และให้การสนับสนุน
การดำเนินงานน้อย ทั้งที่มีความต้องการบริการในระดับ
ที่สูงมาก ทั้งนี้ก็ด้วยปัจจัยสำคัญหลายประการ อาทิ การ
ขาดแคลนบุคลากร รถพยาบาล อุปกรณ์ งบประมาณ

3. หน่วยกู้ชีพ เกือบจะไม่เคยถูกเรียกให้ไปช่วยผู้ป่วยที่
มีปัญหาของหัวใจ ทั้งๆที่เป็นโรคที่คร่าชีวิตคนไทยใน
ลำดับต้น

4. ผู้ป่วยจากอุบัติเหตุมีปริมาณทีสูงมาก แต่มักไม่ถูก
นำส่งโดยหน่วยกู้ชีพ ผู้ที่ให้การช่วยเหลือในปัจจุบัน
มักจะเป็นอาสาสมัคร หรือมูลนิธิ

5. มีการประสานงานกันระหว่างโรงพยาบาลของรัฐ
มูลนิธิ และตำรวจในระดับหนี่ง แต่เป็นการประสานงาน
กันอย่างหลวมๆ ไม่มีการร่วมวางแผนที่จะจัดระบบที่ม
ีประสิทธิภาพอย่างจริงจัง

6. ในภาครัฐมีความขาดแคลนบุคลากร เช่น เจ้าหนักงาน
กู้ชีพ เป็นอย่างยิ่ง และมีความขาดแคลนคุรภัณฑ์ที่จำเป็น
อย่างมาก

7. ยังขาดระบบแจ้งข่าว ควบคุม สั่งการ ในทุกระดับ ซึ่ง
ถือเป็นหัวใจที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในระบบการกู้ขีพ และทำ
ให้การควบคุมสถานการณ์ในขณะเกิดเหตุมีปัญหาเป็น
อย่างมาก

8. ในมุมมองทางการแพทย์ ในสถานการณ์ปัจจุบัน ระบบ
การกู้ชีพของประเทศไทยยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร
ในขณะที่ความจำเป็นและความต้องการสูง จึงจะต้องจัด
ลำดับความสำคัญ และพัฒนาระบบบริการนี้ ในลำดับต้นๆ
เมื่อเทียบกับการบริการด้านอื่นๆ

สภาพการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจากเครื่องบินตกที่สุราษฎร์ฯ
คือภาพที่ยืนยันข้อสรุปที่ผู้เชี่ยวชาญชาวสวีเดนได้ประเมิน
ไว้ตั้งแต่ปี 2539 อย่างชัดเจน

ในวันนี้ เราก็ต้องยอมรับ ว่า เมื่อประสบเหตุมีคนเอาส่ง
โรงพยาบาลก็บุญถมแล้ว ! การจัดตั้งหน่วยกู้ชีพที่มีประ
สิทธิภาพจริงๆ แล้วไม่ใช่ของง่าย ไม่ใช่ว่ามีรถคันหนึ่ง
มีคนขับรถก็มากู้ชีพได้เลย แต่ปัญหามีมากกว่านั้นมาก
มาย เช่น ต้องมี่รถพร้อมอุปกรณ์ที่มีสมรรถนะสูง ต้อง
มีเจ้าพนักงานที่มีความรู้ มีประสิทธิภาพแข็งแรง พร้อม
ออกปฏิบัติการตลอด 24 ช.ม. มีทีมเดียวก็อาจจะไม่พอ
ที่สำคัญต้องมีงบประมาณดำเนินงาน

ในเดือนสิงหาคม 2541 ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุข
ได้มีการจัดสัมมนาระดับชาติ เรื่องการพัฒนาระบบการ
กู้ชีพของประเทศไทย ได้ผลสรุปจากการสัมมนาที่จะต้อง
นำไปผลักดันให้มีการดำเนินงาน 5 ประเด็นคือ

1. จะต้องมีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับชาติเพื่อทำหน้า
ที่ในการกำหนดแนวทางผลักดันให้มีการพัฒนาระบบ
บริการอย่างจริงจัง

2. จะต้องมีการผลักดันให้มีกฎหมายที่ควบคุมและคุ้ม
ครองบุคลากรที่เข้ามาทำงานในด้านนี้

3. บุคลากรที่จะมาเป็นเจ้าพนักงานกู้ชีพจะต้องเป็น
บุคลากรวิชาชีพ คือเป็นมืออาชีพที่มีความรู้ และมีคุณสมบัติ
ที่เหมาะสมที่จะต้องไม่ใช้แพทย์-พยาบาล หรืออาสาสมัคร
เท่านั้น คือจะต้องสามารถปฏิบัติงานได้ทุกสถานการณ์ เช่น
ลุยน้ำ ลุยไฟ ลุยสารเคมี ปฏิบัติงานในสถานการณ์ที่มีความ
เสี่ยงได้อย่างปลอดภัย โดยจะต้องมีหลักสูตรการศึกษา
อย่างเป็นกิจจะลักษณะ ซึ่งในเรื่องนี้ สำนักงาน ก.พ.
จำเป็นจะต้องเร่งรับรองหลักสูตรและกำหนดกรอบอัตรา
กำลังสำหรับวิชาชีพนี้โดยด่วน

4. จะต้องพัฒนาระบบการสื่อสารให้มีศูนย์สั่งการ ระบบการ
ประสานงานที่มีประสิทธิภาพ และระบบการแจ้งข่าวร้ายที่
ประชาชนสามารถจะจดจำและเรียกขอความช่วยเหลือได้
โดยง่าย เช่น หมายเลขโทรศัพท์ 191 สามารถแจ้งข่าว
อุบัติเหตุ และการเจ็บป่วยฉุกเฉินได้ แทนที่จะแจ้งข่าว
เฉพาะการตีชิงวิ่งราว หรือทำร้ายร่างกายได้เท่านั้น

5. จะต้องมีแหล่งงบประมาณเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณจากท้องถิ่น หรือในระดับ
จังหวัด ทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้ ยังอยู่ในระดับผลการสัมมนา
รอการหยิบยกไปดำเนินการ ซึ่งยังต้องผ่านขั้นตอนอีกยาว
ไกลนัก หวังว่าเหตุการณ์เครื่องบินตกที่สุราษฎร์ฯ ครั้งนี้
จะเป็นแรงผลักดันที่สำคัญ ที่กระตุ้นให้ผู้บริหารระดับสูง
ของทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งขั้นตอนการดำเนินงาน
ให้เร็วขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งระบบการบริการการกู้ชีพที่มี
ประสิทธิภาพรองรับอุบัติเหตุ อุบัติภัย ที่คาดว่าจะต้อง
เกิดขึ้นแน่ๆต่อไป ไม่แน่นะ ท่านอาจจะเป็น
คนหนึ่งที่ต้องการหน่วยกู้ชีพมาช่วยชีวิตของท่านในสักวัน
หนึ่งข้างหน้า